เศร้ามากกับข่าวกราดยิงในโรงเรียนที่เกิดขึ้น ทำให้นึกถึงเด็กวัยสิบสามปีที่กราดยิงที่พารากอนด้วย
อะไรที่มันเกิดไปแล้วแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่เราสามารถเรียนรู้แล้วนำไปป้องกันได้ถ้าเราจริงจังกับเรื่องนี้มากพอนะ ช่วยอ่านข้อมูลต่อไปนี้และช่วยเผยแพร่ถ้าทำได้
"Every tragedy should leave behind more than grief. It should leave
behind wisdom that protects the next child."
1. ความแค้นส่วนตัวและการตกเป็นเหยื่อของการกลั่นแกล้ง (Grievance
& Bullying)
เป็นแรงจูงใจอันดับ 1 (พบในผู้ก่อเหตุกว่า
60% – 75%) ผู้ก่อเหตุมักมีความแค้นฝังใจจากการถูกกลั่นแกล้ง
(Bullying) ทั้งทางร่างกายและจิตใจ
ความขัดแย้งกับเพื่อนร่วมชั้น
หรือความรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมจากครู/ผู้บริหารโรงเรียน
การก่อเหตุจึงถูกมองเป็นการ "แก้แค้น"
2. วิกฤตสุขภาพจิตและความคิดอยากฆ่าตัวตาย (Mental
Health Crises & Suicidal Ideation)
- พบว่าผู้ก่อเหตุมากกว่า
60% มีภาวะซึมเศร้า วิกฤตทางอารมณ์
หรือแสดงอาการอยากฆ่าตัวตายก่อนก่อเหตุ ผู้ก่อเหตุที่เป็นนักเรียนจำนวนมากมองการกราดยิงเป็นการจบชีวิตตนเองไปพร้อมกัน
(Mass Murder-Suicide) โดยรู้สึกสิ้นหวัง โดดเดี่ยว
และขาดที่พึ่งทางจิตใจ
3. ปัญหาและความเครียดในครอบครัว (Family &
Environmental Stressors)
ผู้ก่อเหตุเกิน 80% เผชิญความเครียดสะสมอย่างรุนแรงในชีวิตส่วนตัวหรือในครอบครัว
มักมีประวัติครอบครัวแตกแยก ความขัดแย้งในบ้าน การถูกทารุณกรรม/ทำร้ายร่างกาย
หรือการขาดการดูแลเอาใจใส่อย่างเหมาะสมจากผู้ปกครอง
4. การแสวงหาชื่อเสียงและการหมกมุ่นกับความรุนแรง (Fame-Seeking
& Violent Fixation)
ประมาณ 20% – 30% มีพฤติกรรมหมกมุ่นกับเหตุกราดยิงในอดีตผู้ก่อเหตุบางส่วนต้องการเรียกร้องความสนใจ
ต้องการให้ชื่อและเรื่องราวของตนเองกลายเป็นที่จดจำในสื่อ หรือมีพฤติกรรมเลียนแบบ
(Copycat Effect) จากเหตุการณ์ดังในอดีต
ปัจจัยส่งเสริมสำคัญ (Enabling Factor): ผลการศึกษายังระบุตรงกันว่า
แม้แรงจูงใจจะเป็นเรื่องความแค้นหรือสุขภาพจิต
แต่ปัจจัยที่ทำให้เกิดเหตุได้จริงคือ "การเข้าถึงอาวุธปืนได้ง่าย" โดยสถิติกว่า 70% - 80% ของนักเรียนที่ก่อเหตุ
สามารถหยิบฉวยอาวุธปืนมาจากภายในบ้านของตนเอง ผู้ปกครอง หรือญาติสนิท
เราจะป้องกันเหตุกราดยิงในโรงเรียนได้อย่างไร?
งานวิจัยจากหลายประเทศพบว่า ผู้ก่อเหตุในโรงเรียนจำนวนมากแสดงสัญญาณบางอย่างล่วงหน้า
เด็กที่ก่อเหตุรุนแรงหลายคน ไม่ได้ "เปลี่ยน" เป็นแบบนั้นในวันเดียว
มักมีใครบางคนสังเกตเห็นว่าเขากำลังทุกข์ กำลังโกรธ
หรือกำลังส่งสัญญาณบางอย่าง แต่สัญญาณเหล่านั้นไม่ได้ถูกร้อยเรียงเข้าด้วยกัน
หรือไม่ได้รับการตอบสนองทันเวลา
การป้องกันคือการรับฟัง สังเกต และยื่นมือเข้าไปช่วย
ก่อนที่ความสิ้นหวังจะกลายเป็นโศกนาฏกรรม
สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
ใช่ว่าข้อใดข้อหนึ่งจะระบุว่าคนคนนั้นจะก่อเหตุ
แต่ถ้ามีหลายข้อรวมกัน ควรต้องจับตามองและแจ้งผู้ที่จะสามารถช่วยเหลือได้อย่างแท้จริง
·
"Leakage" หรือการหลุดบอกแผนก่อนก่อเหตุ
ไม่ว่าจะผ่านการคุยกับเพื่อน การเขียนไดอารี่ การโพสต์ในโซเชียล หรือข้อความต่าง ๆ
ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสัญญาณที่พบได้บ่อยในคดีจริง เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ของผู้ก่อเหตุจะส่งสัญญาณเหล่านี้ออกมาก่อน
· เคยมีการพูดหรือเขียนว่าอยากทำร้ายเพื่อน ครู หรือโรงเรียน ไม่ว่าจะพูดตรง ๆ
หรืออ้อม ๆ
· เขียน วาด หรือโพสต์เกี่ยวกับการฆ่าคน การล้างแค้น หรือเหตุกราดยิงบ่อยครั้ง
· ยกย่องหรือชื่นชมผู้ก่อเหตุกราดยิงในอดีต ราวกับเป็นฮีโร่ ชอบสื่อและเกมที่รุนแรง มีภาวะติดเกม
· มีหนทางเข้าถึงอาวุธปืนได้ เช่น ที่บ้านอาวุธเก็บไว้
หรือมีการฝึกฝนยิงปืนมาก่อน
· แจกของรักให้คนที่สนิทด้วย ปัดกวาดที่ทางตนเองจนสะอาดเรียบร้อย
เตรียมพร้อมจะจากโลกนี้ไป หรือพูดเหมือนตนเองจะไม่มีชีวิตอยู่ต่อ
· มีภาวะเก็บตัว ไม่พูดกับใคร หรือมีภาวะฉุนเฉียว หุนหันพลันแล่นผิดปกติ
· ถูกดูหมิ่น ถูกปฏิเสธ หรือถูกกลั่นแกล้งอย่างรุนแรงซ้ำๆ ไม่ว่าจะโดยนักเรียน
ครู หรือคนที่บ้าน
· มีประวัติทำร้ายคนหรือสัตว์อย่างจงใจและซ้ำ ๆ
· ผลการเรียนหรือการเข้าเรียนแย่ลงอย่างผิดปกติ ร่วมกับสัญญาณอื่น ๆ
หากพบสัญญาณเหล่านี้
เราควรทำอย่างไร?
สำหรับเพื่อน
เด็กหรือวัยรุ่นมักเป็นคนแรกที่ได้ยินความทุกข์ของเพื่อน หากเพื่อนพูดว่า
"ฉันจะมีชีวิตอยู่ไปทำไม" "เดี๋ยวทุกคนก็จะได้รู้!" "กูอยากแก้แค้น"
หรือพูดถึงการทำร้ายคนอื่นอย่างจริงจัง อย่าคิดว่าเป็นแค่การระบายหรือพูดเล่น เด็กหลายคนที่ก่อเหตุในคดีจริงเคย
"ส่งสัญญาณ" ให้เพื่อนรู้มาก่อน
สิ่งที่ควรทำคือ
- รับฟังโดยไม่ล้อเลียน
ไม่ท้าทาย และไม่ซ้ำเติม
- ชวนเพื่อนไปคุยกับครู
นักจิตวิทยา หรือผู้ปกครอง
- หากเพื่อนไม่ยอมไป
ควรแจ้งผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้ แม้เพื่อนจะขอให้เก็บเป็นความลับก็ตาม
การรักษาความลับไม่สำคัญไปกว่าการรักษาชีวิต
สำหรับครู
หากพบว่าเด็กบางคนถูกกลั่นแกล้งอย่างหนัก เขียนหรือวาดเกี่ยวกับความรุนแรงซ้ำๆ
มีภาวะเก็บตัว มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป หรือมีการพูดข่มขู่ว่าอยากทำร้ายผู้อื่น
ไม่ควรมองว่าเป็น "เด็กเรียกร้องความสนใจ"
แต่ควร
- พูดคุยกับเด็กเป็นการส่วนตัว
ด้วยการถามไถ่ ไม่ตัดสิน
- ประสานกับผู้ปกครอง
- ให้เด็กพบกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต
- และติดตามต่อเนื่อง
ไม่ใช่คุยเพียงครั้งเดียวแล้วจบ
สำหรับผู้ปกครอง
ผู้ปกครองอาจสังเกตเห็นสิ่งที่โรงเรียนไม่เห็น เช่น
- ลูกเก็บตัวผิดปกติ
- หมกมุ่นกับเรื่องราวการล้างแค้น
- สนใจอาวุธอย่างผิดปกติ
- เขียนข้อความน่ากังวล
- หรือมีอารมณ์สิ้นหวังต่อเนื่อง
สิ่งสำคัญคือ ฟังให้มากกว่าพูด แทนที่จะถามว่า "ทำไมทำตัวแบบนี้?" ลองถามว่า"ช่วงนี้เกิดอะไรขึ้นกับลูก?" หรือ "มีอะไรที่ทำให้ลูกรู้สึกเจ็บปวดอยู่หรือเปล่า?"
เด็กจำนวนมากเปิดใจเมื่อรู้สึกว่าตนเองกำลังถูกเข้าใจ มากกว่าถูกสอบสวน
หากพบว่าลูกมีความเสี่ยง
ควรพาเข้ารับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญโดยเร็ว
และหากที่บ้านมีอาวุธปืนหรืออาวุธอื่น ๆ ควรเก็บให้ปลอดภัยและไม่ให้เด็กเข้าถึงได้
งานวิจัยพบว่าอาวุธที่ใช้ในเหตุกราดยิงในโรงเรียนจำนวนมากมาจากบ้านของผู้ก่อเหตุหรือญาติใกล้ชิด
สิ่งที่สถาบันการศึกษาควรทำหลังเกิดโศกนาฏกรรม
แทนที่จะจบเพียงการไว้อาลัย โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยควรตั้งถามคำถามสำคัญและพิจารณาอย่างจริงจัง
เช่น
- สัญญาณใดที่เคยปรากฏขึ้นในตัวเด็กคนนี้
แต่ไม่มีใครเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน?
- มีอุปสรรคอะไรที่ทำให้เพื่อนหรือครูไม่ทำอะไรกับเรื่องนี้ก่อนที่โศกนาฏกรรมเกิดขึ้น?
- ช่องทางขอความช่วยเหลือของผู้ที่ถูกบูลลีเข้าถึงง่ายและเป็นความลับเพียงพอหรือไม่?
- ครูและนักเรียนได้รับการอบรมให้รู้จักสัญญาณเตือนและวิธีตอบสนองหรือยัง?
- โรงเรียนมีแนวทางที่ชัดเจนหรือยังว่าการลงโทษทางวินัยสำหรับผู้บูลลี่ควรเป็นอย่างไรและควรทำเช่นใดเพื่อไม่ให้เด็กนั้นกลับไปบูลลี่เหยื่อคนเดิมหลังจากที่เหยื่อได้แจ้งครูแล้ว
- เราจะปรับระบบอย่างไร
เพื่อให้ครั้งต่อไปมีโอกาสช่วยชีวิตคนได้มากขึ้น?
- โรงเรียนมีระบบตรวจสอบการนำอาวุธเข้ามาในโรงเรียนที่แน่นหนาพอหรือยัง
